ในที่สุดผมก็ตาสว่างสักที
น่าแปลก ในช่วงเวลาสั้นๆ 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นกับชีวิตผม ทั้งเรื่องงาน เรื่องก้อย เรื่องครอบครัว บางเรื่องทำให้ผมเครียด บางเรื่องทำให้ผมสงสัย บางเรื่องทำให้ผมท้อแท้ บางเรื่องเสียใจจนเสียน้ำตา
ผมค้นหาทางออกมากมาย ทำยังไงผมถึงจะประสบความสำเร็จเรื่องงาน ทำไมผมยังติดปัญหาที่ก้าวข้ามไปไม่ได้ ทั้งๆที่ผมเรียนรู้มาตั้งเยอะ ทำไมผมยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน
ตั้งใจว่าจะนั่งทบทวนสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมด วิเคราะห์ว่าทำไมมันถึงผิดพลาด ก็ดันมาเจอเรื่องของก้อยอีก เวลาเป็นเรื่องของก้อยทีไร ผมมักจะไม่เคยสงบใจหรือว่าทำใจได้เลย โดยเฉพาะยามทะเลาะกัน โกรธกัน หรือว่าแม้แต่เลิกกัน…
ผมไม่เคยสงบใจแล้วก็ทำใจได้เลย เมื่อรู้ว่าจะต้องเสียเธอไป แต่มาวันนี้ผมกลับเข้าใจปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในตัวผม ที่ตลอดเวลาผมไม่เคยแก้ไขมันได้เลย เรียนรู้เรื่องนี้เท่าไหร่ก็ไม่เคยเข้าใจ หรือเข้าถึงมันซักที
ทั้งๆที่ผมมีเวลาว่างมากกว่าคนอื่น แต่ทำไมใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่า ทำไมเวลาในวันหนึ่งๆมันถึงไม่พอที่จะทำงานซักชิ้นให้มันประสบความสำเร็จ ทำไมชีวิตยังเหมือนหลงทางหาทางออกไม่เจอ ทำไมยังไม่เข้าใจในสิ่งที่คนอื่นเค้าเข้าใจกันไปตั้งนานแล้ว ทั้งๆที่เรียนกับอาจารย์คนเดียวกัน สอนเหมือนๆกัน เรียนพร้อมๆกัน
ทบทวนเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเรื่องเดิมๆแต่ต่างรูปแบบกันออกไป เรียนสิ่งที่คุณตราวุทธิ์สอนมาตั้งนาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จซักที อ่านซ้ำก็หลายครั้ง ดูวีดีโอสอนก็หลายรอบ ลงมือปฏิบัติแล้วแต่ไม่เคยไปถึงจุดที่คุณตราวุทธิ์สอน หรือเพื่อนๆ พี่ๆ และอาจารย์สอน
นอกจากเรื่องงานแล้วยังมาเจอปัญหาเรื่องความรักอีก น่าแปลกนะที่ผมเวลาทะเลาะกับก้อยหรือโกรธเธอน้อยใจเธอ ผมจะทำใจกับความเสียใจไม่ได้เลย ยิ่งเวลาเลิกกันเนี่ย จิตใจมันยิ่งฟุ้งซ่านว้าวุ่น เหมือนกับคนอื่นๆอีกมากมายที่เค้าไม่สามารถทำใจยอมรับมันได้
มีบทความมากมายเกี่ยวกับความรักเวลาคนเราเลิกกัน ความรู้สึกหลายๆแบบที่แตกต่างกันออกไปของคนที่เข้าต้องผิดหวังในความรัก ทั้งดีและไม่ดี หลายๆคนทำใจได้และหลายๆคนทำใจไม่ได้ ผมคงบอกได้ว่าผมอยู่ในกลุ่มที่ไม่สามารถทำใจได้ และเฝ้าสงสัยว่าคนที่ทำใจได้นั้น เค้าทำได้อย่างไร?
หลายปัญหาถาโถมเข้ามาในชีวิต ทำเอา “เสียศูนย์ ” ไปเลยทีเดียว…
“แล้วเราจะทำยังไงดี?”
เป็นคำถามที่เฝ้าถามตัวเองมาตลอด2-3เดือนที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องไหนๆก็ช่าง นั่งทบทวนตัวเองก็เหมือนได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่ยังมองไม่เห็นทางออก
จนในที่สุดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมานี้ กลับพบคำตอบที่ตัวเองตามหามานาน
ปัญหาใหญ่ที่สุดในตัวผม ที่ไม่เคยแก้ไขได้ สิ่งที่ฟังมาหลายหนแต่ไม่เข้าใจความหมายของมันและไปไม่ถึงมันซักที ทั้งๆที่ฟัง เรียนรู้มาในหลายๆรูปแบบแล้ว ต้องขอบคุณบุคคลหลายๆคนที่ทำให้ผมพบกับคำตอบนี้ได้ในวันนั้น
คุณพ่อที่แสนดี ที่คอยให้คำปรึกษาดีๆ และสุขุมรอบคอบเสมอมา พ่อมักจะมีวิธีสอนของพ่อ ที่ฟังครั้งแรกแล้วอาจจะยังไม่เข้าใจ ต้องให้เวลาผ่านไป ได้เจอะเจอประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเอง แล้วหวนนึกถึงคำสอนของพ่อ มักจะเป็นจริงเสมอ แล้วที่สำคัญที่สุดคือ คำสอนของพ่อนั้นมันช่างเรียบง่ายแบบชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
คุณแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ผม ทุกอย่างที่ท่านสอนผมนั้นจะตรงไปตรงมา ไม่ต้องคิดให้อ้อมค้อม ไม่ต้องใช้คำพูดที่ชักจูงโน้มน้าว บอกกันตรงๆไม่มีปิดบัง ผิดคือผิด ถูกคือถูก ลูกจะเสียใจเพราะแม่นั้นดีกว่า ลูกไปเสียใจตอนรู้จากคนอื่น
เน็ตม้า เพื่อนที่แสนดีที่ผ่านประสบการณ์ความรักมาโชกโชนและหนักหนาสาหัสกว่าผมมากนัก เธอก็ยังทำใจได้ และยังมีความสุขกับชีวิตได้เสมอมา ขอบใจนะเพื่อน แกเป็นคนที่รับฟังปัญหาชั้นตลอดและก็ให้ข้อคิดดีๆจากชีวิตแกมากมายเลยวะ
และสุดท้ายที่สุดคงจะไม่พ้นเธอ ก้อย ผู้หญิงที่ผมรักที่สุด
ถ้าไม่มีเธอคนนี้ผมคงจะไม่ได้เจอกับอะไรหลายๆอย่าง แล้วก็คงไม่สามารถค้นพบคำตอบที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ ก้อยทำให้พี่ได้รู้จักกับความสุข ความรัก ความผิดหวัง ความเจ็บปวด ความพยายาม และหลายสิ่งมากมายที่เธอนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากจะเป็น
เพราะความสุขและความรักที่ได้จากเธอนั้น เป็นแรงใจให้ผมไม่เคยยอมแพ้กับปัญหาต่างๆ อยากจะให้มันดีกว่าเดิม อยากจะให้มันสูงกว่าเดิม อยากจะทำให้มันมีค่ายิ่งกว่านี้
ความผิดหวังและเสียใจ ความเจ็บปวดทรมานที่ได้จากก้อยนั้น มันช่างบาดลึกเกินกว่าจะหาคำพูดใดๆมาอธิบายได้ เกินกว่าที่จะแสดงออกทางร่างกายได้หมด อาจจะเป็นเพราะว่าผมรักเธอมากก็ได้ เลยทำให้เจ็บมากจนคิดว่าตัวเองคงจะไม่สามารถทำใจได้หากว่าความรักที่เราสร้างมานั้นจะกลับไปอยู่จุดเดิมได้ เหมือนเช่นคู่อื่นๆที่เค้าเป็นกัน
หากว่าผมไม่เจ็บปวดเสียใจมากมายแบบนี้ ผมคงไม่มีทางหา “คำตอบ” นี้เจอแน่ แล้วชีวิตของผมคงจะไม่มีวันประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้แน่นอน
คำตอบชองปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตผมที่ผมตามหามานานในทุกๆเรื่อง สิ่งนั้นมันคือ “ ทัศนะคติ “
ทัศนะคติที่เรามีต่อเรื่องต่างๆในชีวิตนั้นเป็นเช่นไร เรามองมันไปในทางขาวหรือดำ เรามองมันไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่ สิ่งนี้พี่เฟี๊ยตเคยบอกกับผมมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผมยังตาไม่สว่าง ซึ่งคงจะเป็นเหมือนกับทุกๆคนที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่
ทัศนะคติเป็นเหมือนดาบสองคม เหมือนกับไฟฟ้าที่มีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์ และเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเข้าใจกันทั้งชีวิต มีคนกล่าวขานและเรียกชื่อมันต่างกันออกไป ตามแต่ละสถานการณ์และความเชื่อ บางคนเข้าใจผิด บางคนเข้าใจถูก สับสนปนเปกันไป
ในทางศาสนาพุทธนั้นมีคำกล่าวที่ว่า “ ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจเรา… “ ผมได้ยินคำกล่าวนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่เข้าใจได้ไม่ถึง 1 ใน 10 ของมันเลย จนวันนี้ที่ผมตาสว่าง ผมพบว่าสิ่งนี้มันคือ “ทัศนะคติ ” ที่เราจะเข้าใจธรรมชาติของโลกหรือไม่
ในทางศาสนาคริสต์มีคำกล่าวที่ว่า “จงเชื่อและศรัทธา… “ ที่เราได้ยินในหนังฝรั่งบ่อยๆ ผมว่ามันคือ “ ทัศนะคติ “ต่อเรื่องต่างๆในชีวิตเรา ที่ตีความได้กว้างขวางมากมาย มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีรวมอยู่ในนั้น
ในทางธุรกิจมีคนสอนผมว่า “ถ้าล้มแล้วจงลุกให้ไว การคิดเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เสียเวลาเท่ากับการคิดหาทางแก้ไขเอาคืน เพราะฉะนั้นเราควรคิดหาทางแก้ไขดีกว่า… ”
การในพัฒนาตัวเองนั้นมีคำกล่าวว่า “ต้องเปิดใจยอมรับ… ”
และหลายๆคำพูด หลายๆคนสอนที่ต่างกันไปในวิธีนำเสนอ แต่สุดท้ายแล้ว “ เนื้อแท้ ” พวกเค้าเหล่านั้นล้วนแต่พูดเรื่องเดียวกัน…
“ ทำใจ ” , “ ปล่อยวาง ” , “อย่าไปคิดมาก ” , “ มองโลกในแง่ดี ” , “ เรียนรู้ ” , “ความเชื่อ ” , “ ศรัทธา ” , “ คุณธรรม ” , “ วินัย ” , ” อยู่ที่ใจ “, “ ความสุข ” , “ความทุกข์ ” ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราทุกๆวัน ต่างกันในรูปแบบและวาระ ต่างชื่อเรียกกันออกไป
ขอบคุณทุกๆคนมากที่ทำให้ผมได้ตาสว่างซักที กับสิ่งที่ผมตามหามานาน วันนี้ผมเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า ” หลุดพ้น “ สิ่งที่ผมต้องทำต่อไปก็คือการลงมือทำ หลังจากค้นพบแล้วเราต้องลงมือปฏิบัติ
ตอนที่เข้าใจและพบคำตอบนี้นั้น เป็นตอนที่โทรไปคุยกับก้อยในวันวาเลนไทน์ และรู้ว่าจดหมายที่เราเขียนไปนั้นมันไม่ได้ผล ตอนที่ใจมันคาดหวังแล้วก็ผิดหวัง ความเสียใจที่รุนแรงและความเจ็บปวดมันคล้ายๆว่าจะมาถึงสุดทางของมันแล้ว เราไม่ต้องการทรมานอีก เราอยากจะแก้ไขและพัฒนาตรงจุดนี้ของเราให้ดีขึ้น
บอกกับตัวเองตอนนั้นว่า “ทำใจ ” แล้วจู่ๆมันกลับเกิดความเข้าใจทั้งหมด เหมือนที่เค้าเรียกว่า “ตาสว่าง ” นั่นแหละมั้ง
ในที่สุดผมก็เข้าใจมันซักที “ ทัศนะคติ ”
วันนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองก้าวข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้น
เสียเวลามาตั้งนาน คราวนี้จะเอาคืนมาให้หมดเลย อุปสรรคที่ติดๆอยู่นั้นรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กลงไปอีกหลายเท่าตัว
ขอบคุณก้อยมากนะ หากว่าก้อยได้มาอ่านโพสนี้เมื่อไหร่ ก็ขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่า พี่นั้นรักก้อยมากเหมือนเดิมแต่ทัศนะคติที่มีต่อความรักของเรามันคงจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คงจะเปลี่ยนแปลงตัวพี่ไปมากมายทีเดียว
รักและเป็นห่วงเสมอ
พี่นัท
